Saturday, August 16, 2008

Sydney and me (Part I)

ผมเองมีความ"อยาก"ตั้งแต่เด็กที่จะต้องไปอยู่เมืองนอกให้ได้ แม้จะไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจ แต่ผมรู้ตัวดีว่า"เข็มทิศชีวิต"ของผมจะต้องพาผมไปจนได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จนกระทั่งผมขึ้นม.ปลาย โอกาสนั้นก็มาถึงจนได้

ผมสอบ AFS 2 ปีติดต่อกัน ปีแรกผมสอบผ่านข้อเขียนแล้ว แต่ผมเปลี่ยนใจไม่ไปสัมภาษณ์ซะงั้น เหตุผลหนึ่งคือประเทศที่เลือกไปได้ไม่น่าสนใจ อีกเหตุผลคือผมเกิดกลัวการไปอยู่คนเดียวขึ้นมากระทันหัน และเหตุผลสุดท้ายคือติดเพื่อนและแฟน... แต่หลังจากที่เห็นเพื่อนไปกันแล้ว จึงมาสำนึกว่า ไม่น่าปล่อยให้ความฝันนั้นหลุดมือไปเลย ทั้งๆที่ตั้งใจดิบดีแล้วแท้ๆ จากตอนนั้นเองผมเลยตั้งความหวังไว้ว่าปีต่อมาผมจะต้องสอบอีกและคราวนี้ยังไงก็ต้องไปให้ได้

หนึ่งปีหลังจากนั้นผมทุ่มเทเต็มที่ โชคดีที่ผมเองมีพื้นภาษาที่ค่อนข้างโอเค แม้จะไม่ได้เลิศเลอ แต่ก็พอเอาตัวรอดได้สบายๆ ผมท่องศัพท์เองทุกวันวันละ 20 คำแบบสะสมไปเรื่อยๆ หมายถึงว่า วันนี้ท่องได้ 20 พรุ่งนี้เอาอีก 20 แต่ของเก่าต้องได้ด้วย จนผมรู้ตัวอีกที ผมซัดไปน่าจะเกือบๆพันคำภายในเวลาไม่นาน ในขณะเดียวกันผมต้องเตรียมตัวโดยการไปเรียนรำดาบเพื่อสอบสัมภาษณ์ด้วย ผลลัพธ์ก็คุ้มค่ากับความตั้งใจจริงๆ ผมได้ที่หนึ่งของคนที่เลือกประเทศออสเตรเลีย และแน่นอนครับ ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ต้องจากบ้านเกิดไปอยู่ต่างถิ่น ดินแดนแห่งจิงโจ้ แผ่นดินที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล

ทุกคนที่ไปจะได้อาศัยกับ host ที่เป็นอาสาสมัครซึ่งคนเหล่านี้รับนักศึกษามาอยู่ด้วยและดูแลเหมือนคนในครอบครัว ผมเองจะแตกต่างกับคนอื่นหน่อย ตรงที่ผมได้ host วันก่อนบินเพียงวันเดียว... พ่อแม่ ญาติๆลุ้นยังกะผมจะไปแข่งโอลิมปิค ผมเองลุ้นยังกะจะไปต่างดาว พอๆกันเลยบ้านนี้ แถมที่แตกต่างอีกข้อก็คือ ครอบครัวนี้เป็นชาว Irish ครับ... สำหรับผมแล้ว ยังกะได้ไปต่าวดาว 2 ดวงในการบินเที่ยวเดียว คุ้มจริงๆ

ครอบครัวนี้น่ารักมากๆครับ Dad กับ Mum เป็นชาว Irish ที่โตใน Ireland เลย ดังนั้นภาษาจะมีสำเนียงของชาว Irish ขนานแท้ ในขณะที่ลูกๆมาโตที่นี่ รวมทั้งบางคนก็เกิดที่นี่ เลยมีสำเนียง Aussie แบบเต็มตัว... บ้านนี้มีลูก 4 คนครับ Mark, Michelle, Karren และ Greg เป็นเด็ก 4 คนที่อายุไล่เลี่ยกับผมหมด ดังนั้นผมจึงไม่มีปัญหาในการเข้ากับลูกๆเลย จะมีบ้างก็ที่ Mark ชอบทำตัวอวดเก่ง เป็นพี่คนโต จนหลายๆครั้งผมก็พูดใส่หน้ามันเป็นภาษาไทยเลยว่า "เออ มึงเก่ง... อย่ามาเมืองไทยละกัน" หรือบางครั้ง Michelle ก็ชอบทำตัวเป็นสาวเปรี้ยว จนผมแอบเขินไม่ได้ อย่างเช่นวันแรกที่ผมตื่นมา ผมออกมานั่งกินกาแฟ Michelle เดินออกมาโดยมีแค่บราและกางเกงในตัวจิ๋ว...โอ้ ต่างแดนนี่มันมีดีอย่างนี้นี่เอง ผมคิดในใจ...

ตลอดหนึ่งปีที่อยู่ที่นี่ มีเหตุการณ์และเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ผมกล้าพูดได้เลยว่า ถ้าคุณผู้อ่านรู้ว่าผมผ่านอะไรมาบ้างคงต้องแอบทึ่งผมบ้างไม่มากก็น้อย แต่เอาเป็นว่าขอเป็น blog หน้าละกันนะครับ วันนี้ขอเกริ่นๆแค่นี้ก่อน

ราตรีสวัสดิ์ครับ


ตอนไปปีนเขากับ AFS
Chyu, Sono, Satoko



วิชาที่ผมชอบเรียนที่สุด... Drama



ตอนไปเที่ยว Safari 17 วันครึ่งประเทศ



กลางทะเลทรายที่อยู่ตรงกลางของประเทศพอดี

Thursday, August 14, 2008

Lingkoon

สังเกตุ blog ของตัวเองแล้วเห็นว่ามันหนักเหมือนกันแฮะ ช่วงหลังๆนี่ เลยกะว่าจะมาเขียนเรื่องเบาๆบ้าง ไหนๆวันนี้ก็มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งค่อนข้างเยอะ เลยเอามันนี่แหละเป็นเหยื่อ ฮ่าๆๆ เพื่อนคนนี้ชื่อหลิงครับ

หลิงเป็นเด็กน้อยเพศหญิงนำเข้ามาจากมาเลย์เซียที่บังเอิญพูดไทยได้ดี หมายถึงว่าคำไหนที่พูดก็พูดได้ชัดสื่อความหมายถูก แต่คำไหนที่พูดไม่ได้ หลิงก็จะพูดเป็นภาษาอังกฤษไปเลย ดูอินเตอร์ดีนะครับ ผมรู้จักกับหลิงตอนที่ผมทำงานที่ MovieSeer หลิงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมสนิท และเราก็สนิทกันเร็วมากเพราะอย่างแรกคือหลิงเป็นคนสนุกสนาน หัวเราะได้ทั้งวัน ตอนแรกๆผมคิดว่าเค้าเพี้ยนๆ แต่หลังๆผมค้นพบว่า เออ ผมเองก็เพี้ยนระดับหนึ่ง เราเลยเข้ากันได้ดี ไม่รู้ว่าน่าดีใจมั้ย...

ผมเองทำงานที่ MovieSeer ได้แค่ช่วงสั้นๆ แล้วบังเอิญโชคชะตาก็พาระหกระเหินไปสู่บ้านใหม่อย่าง True Move แต่สถานะจากเพื่อนร่วมงานก็ไม่ได้ทำให้เราเลิกติดต่อกัน ผมเปลี่ยนหลิงจากเพื่อนร่วมงานมาเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปแทน จนเมื่อกี๊ ผมบอกหลิงว่าผมจะเขียน blog เกี่ยวกับมันนะ หลิงบอกว่า เออแปลกใจเหมือนกัน เพราะไม่เคยคิดว่าผมมองหลิงเป็นเพื่อนสนิท นึกว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้นเอง ผมก็ได้แต่ตอบหลิงไปว่า ช้าไปละ ถึงจังหวะนี้จะเลิกเป็นเพื่อนสนิทกันก็คงไม่ทันละ ซวยละมึง...

สาเหตุหลักอันนึงที่ทำให้เราสนิทกันมากช่วงนี้คงเป็นเพราะเราผ่านอะไรมาคล้ายๆกันนิดหน่อย ช่วงที่ผมตกต่ำมากหลิงนี่แหละที่ผมคุยด้วยเยอะที่สุด และทุกครั้งที่คุยก็จะรู้สึกดีขึ้นได้ท้นที หลิงให้มุมมองของคนที่ผ่านมาก่อน แม้หลิงเองจะอยู่ในสถานะของอีกฝั่ง คือการเป็นคนบอกเลิกกับแฟน แต่มันทำให้ผมเข้าใจถึงสาเหตุของสถานการณ์ที่คนบอกเลิกก็ต้องเจอ ผมเข้าใจเลยว่า จริงๆมันก็ไม่ง่ายเหมือนกันสำหรับเด็กอินเตอร์ที่จะมารับคนกึ่งไทย กึ่งจีน และมีเศษเสี้ยวของความคิดนอกคอกแบบผมได้ แล้วพอคุยเรื่องหนักๆกันไปสักแป๊บมันก็จะลงเอยด้วยการเล่นตลกคาเฟ่ผ่าน MSN ไปทันที แล้วอารมณ์ที่กำลังย่ำแย่ของผมก็จะกลายเป็นอารมณ์ร่าเริงหายโศกไปในบัดดล

ผมว่านี่ล่ะมั้งที่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมยกระดับความเป็นเพื่อนร่วมงานของหลิงให้กลายเป็นเพื่อนสนิท เหตุผลง่ายๆเลยครับ หลิงช่วยให้ผมผ่านช่วงเวลาแย่ๆไปได้ในเวลาที่ผมต้องการคุยกับใครสักคน ในขณะเดียวกัน วันที่หลิงมีอาการแย่ๆ หลิงก็โทรมาร้องไห้กับผมเหมือนกัน (Sorry I have to mention about you crying, but it helps with the explanation.) คุณผู้อ่านลองนึกถึงการที่มีใครสักคนเวลาที่คุณล้มคอยช่วยพยุงคุณให้เดินต่อไปได้ เค้าสำคัญกับคุณมั้ยครับ...

หลิงเคยตั้งฉายาให้กับผมว่า ผมเป็น Piggy ในเรื่อง Chicken Little อ้อ คือตอนนั้นผมยังอ้วนกว่าตอนนี้เยอะอ่ะครับ ผมยังนึกไม่ออกจนถึงวันนี้ว่าจะตั้งฉายาอะไรให้หลิงดี เอาเป็นว่า แกก็เป็นหลิงคุนต่อไปละกัน

I'll see you next week dude.

ปล. เอารูปมาให้ดูครับ หลิงคุนกับแฟน เป็นคู่ที่น่ารักดีนะครับ

Wednesday, August 13, 2008

Head or heart...?

มีคนๆหนึ่งบอกผมว่าเวลาเรารักใครมันเป็นเรื่องของหัวใจ อย่าไปยึดติดกับเหตุผลใดๆ เพราะความรักมันอาจจะอธิบายด้วยเหตุผลใดๆไม่ได้เลย ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะผมโตมากับวิทยาศาสตร์มั้งครับ ไม่รู้ดิ แต่ผมแค่รู้สึกว่าถ้าคนเราไม่มีเหตุผลในการที่จะรักใครเลย หรือไม่"คิด"ให้ดี วันหนึ่งถ้าความรู้สึกเปลี่ยน ความรักนั้นมันจะคงทนได้ยังไง

สำหรับผมแล้ว ผมว่ามันน่าจะมีทั้งสองอย่างเพื่อให้มันเกิดการคานกัน ตัวอย่างเช่น ตอนที่คุณรู้สึก in love มากๆ คุณก็ให้หัวใจทำงานไป แต่ตอนไหนที่คุณรู้สึกเบื่อๆหรือต้องการมองหาอะไรใหม่ๆที่มันตื่นเต้น คุณอาจจะต้องลดความสำคัญของหัวใจลง แล้วให้สมองทำงานแทนไปก่อน เพราะเมื่อเรามองถึงข้อดีต่างๆนานาของคนที่เรารักแล้ว ผมว่าเมื่ออารมณ์ว้าวุ่น เบื่อหน่ายต่างๆผ่านไป ความสัมพันธ์มันก็จะได้ยังคงอยู่ สำหรับผมแล้ว อารมณ์พวกนี้มันอาจจะบังคับกันไม่ได้ แต่ถ้าเราปล่อยให้มันมีบทบาทเหนือการควบคุมของเรา เราอาจจะต้องเสียใจกับสิ่งที่เราทำไปตลอดไปเลยก็ได้ จริงมั้ยครับ



ที่ P&G เองก็มีอะไรคล้ายๆกัน นั่นคือโปรแกรม work-life balance ที่เป็นหลักสูตรที่พนักงานของ P&G ต้องเข้า (ตามที่เพื่อนผมบอกมาอีกที) หัวใจของหลักสูตรนี้คือ ต่อให้คุณมีความตั้งใจจะทุ่มเทกับงานแค่ไหน คุณก็ต้องมีอย่างอื่นด้วยเหมือนกัน โอเค มันอาจจะไม่เหมือนกับเรื่องที่ผมเล่าก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่ผมต้องการบอกก็คือ ผมว่าทุกๆอย่างมีส่วนตรงข้ามของมันอยู่ อะไรก็ตามที่มันต้องมาด้วยกันแต่อาจจะขัดกันโดยธรรมชาติ สิ่งที่ท้าทายและจะเป็นจุดวัดของคนที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็คือ... ใคร balance มันได้ดีกว่ากัน

พอย้อนกลับไปถึงหัวข้อตั้งต้นของผมอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าผมก็ยังมีอะไรต้องปรับแก้อีกเยอะ มันคงไม่มีสูตรตายตัวด้วยซ้ำที่จะยื่นให้ใครแล้วจะทำกันได้ดีทุกคน แต่นั่นคงจะเป็นเสน่ห์ของการเรียนรู้มั้งครับ

ถ้าวันหนึ่งผมประสบความสำเร็จ ผมจะมาแบ่งปันให้ได้ทราบกันอีกทีครับ

Tuesday, August 12, 2008

จบไปอีกหนึ่งรุ่น

เวลาเดินเร็วจริงๆเลยนะครับ ว่ามั้ย? บางอย่างพอเราเผลอแป๊บเดียว มันก็ผ่านไปเป็นปีๆโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเลย... ล่าสุด รุ่นน้องผมที่ MIM ก็จบไปอีกหนึ่งรุ่นแล้ว รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ผมสนิทด้วยที่สุด ผูกพันมากที่สุด แล้วก็เห็นกันมาตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว รุ่น 20 กับผมถือว่ามีความผูกพันเยอะเพราะอย่างแรกเนี่ย ผมเป็นรุ่นพี่ที่คอยดูแลตอนที่รุ่นนี้เข้ามาใหม่ๆ ผมเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องกลุ่มหนึ่งตอนที่มี team building จากนั้นก็เนื่องจากว่ารุ่นนี้ชอบออกไปเที่ยวกันบ่อยๆ ก็เลยสนิทกันเร็ว แต่สาเหตุสำคัญก็คงต้องบอกว่าเป็นเพราะผมดันมีแฟนเป็นคนในรุ่นนี้ซะด้วย ตลอดสองปีกว่าๆที่ผ่านมา ผมเลยกลายเป็นคนในรุ่นคนหนึ่งไปโดยปริยาย แล้วเพื่อนๆผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆแล้วผมอยู่รุ่นไหนกันแน่

ล่าสุดการไปงานรับปริญญาก็เป็นสิ่งที่ทำให้ใจหายเหมือนกัน เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งแต่งชุดครุยมาถ่ายรูปกับเพื่อนๆเอง พอกระพริบตาผ่านไปไม่กี่แสนครั้ง รุ่นนี้ก็มารับต่อละ เร็วจริงๆ



ขอเอาอีกรูปมาแปะ เป็นรูปของรุ่นพี่และ staff ของโครงการครับ



แล้วก็แถมท้ายด้วยรูปที่ขโมยมาจากเว็บของน้องๆ







Friday, August 1, 2008

มองไปรอบๆตัว...

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผมและหลายๆคนรอบตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาคือ การเลิกกัน... ใช่ครับ การเลิกกันมีมาตั้งแต่ก่อนผมเกิด เรียกว่าย้อนไปตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีอารยธรรมซะอีกก็คงจะว่าได้ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าบังเอิญมันเกิดกับตัวผมเองด้วย เลยทำให้ผมอยู่ในอาการ selective perception นั่นคือเลือกที่จะมองสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง หรือสิ่งที่อยู่ในความสนใจอยู่ในขณะนั้น แต่ผลลัพธ์ก็คือ ผมสังเกตว่ามีคนเลิกกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังมีอีกหลายคนที่กำลังจ่อคิวอยู่ด้วย

สาเหตุที่ทำให้ผมถึงกับต้องเขียนถึงเรื่องธรรมดาๆอย่างนี้ก็คือ การที่หลังๆนี่การเลิกกันเริ่มมีเหตุผลที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือถ้าจะให้เอาให้ตรงไปตรงมากว่านั้น มันคือการมีเหตุผลน้อยลงครับ... สิ่งที่ผมได้ยินจากการเลิกกันในยุคก่อนๆคือ การที่คนสองคนอยู่ด้วยกันแต่เข้ากันไม่ได้จริงๆ ทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนทางออกเดียวคือการแยกกันอยู่ หรือการที่สังคมหรือพ่อแม่ไม่ยอมรับ อะไรประมาณนี้ แต่สิ่งที่เกิดหลังๆ โดยเฉพาะช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ก็คือ การที่คนสองคนยังรักกันอยู่แต่จำเป็นต้องเลิก... นี่แหละที่ผมบอกว่ามันซับซ้อน ก็ไอ้ความจำเป็นนี่แหละ ที่บางทีเราต้องอาศัยความพยายามพอสมควรเพื่อที่จะเข้าใจความจำเป็นที่ว่านี่ ซึ่งหลังจากที่โดนกับตัวเองแล้ว ตอนนี้... ผมกำลังอยู่ในสถานะการเป็นที่ปรึกษาให้กับเพื่อนสนิทผมอีกหนึ่งคนที่กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองในการตัดสินใจว่า"ความจำเป็น"นี้ จะมีผลต่ออนาคตของความสัมพันธ์อันดีของตัวเองหรือไม่

ความจำเป็นที่ว่านี้ มันมาในหลายรูปแบบของคำอธิบาย สิ่งที่ผมเผชิญคือ การอยากเป็นตัวของตัวเอง การอยากทำอะไรที่ตัวเองอยากทำอย่างเต็มที่ ซึ่งผมขอไม่พูดถึงกรณีของผมเองนะครับ เอาเป็นว่า ผมเข้าใจคำอธิบายและผมก็ติดตามผลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นไปตามนั้นหรือเปล่า แล้วผมก็พอจะเข้าใจละว่าอะไรเป็นอะไร แต่สำหรับของเพื่อนผม การที่เหตุการณ์มันเหมือนย้อนมาให้ผมระลึกถึงอีกครั้งนี่ทำให้ผมได้เห็นเหตุการณ์ที่คล้ายเดิม แต่ในมุมของอีกฝั่ง นั่นคือฝั่งคนบอกเลิก จริงอยู่ว่าเพื่อนผมยังไม่ได้บอกเลิกแฟน แต่ผมหมายถึงว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความคิดทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร แล้วที่สำคัญคือ เพื่อนผมที่ว่านี่เป็นผู้หญิงที่มีหลายๆอย่างคล้ายแฟนผมที่กลายเป็นอดีตไปแล้วซะด้วย

ผมไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นไง เค้าอาจจะลงเอยด้วยกันอยู่ด้วยกันแบบ happily ever after แต่อย่างน้อย สิ่งที่ผมกำลังมองเห็นอยู่นี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจทีเดียว นี่ล่ะมั้งลักษณะของ adolescence ที่เรียนมาตอนเรียนโท มันเป็นอย่างนี้นี่เอง...

Sunday, July 20, 2008

ความสุขง่ายๆที่อัมพวา (ย้ายมาจาก Multiply)

นานแล้วครับที่ไม่ได้แวะมาเขียนอะไรเลยที่ Multiply จริงๆผมไม่ได้หายไปไหน ผมแค่ย้ายสัมมโนครัวไปอยู่ที่ Facebook เป็นหลัก ใครที่อยู่ทั้งสองที่คงจะเห็นว่าผมยังมีชีวิตอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต แต่บน Facebook ไม่ค่อยมีญาติสนิท มิตรสหายมาสนใจสักเท่าไหร่ ผมเลยเริ่มกลับสู่บ้านหลังเดิมที่มีคนให้การต้อนรับดีกว่า วันนี้เลยอยากมาเขียนอะไรนิดหน่อยครับ :)

สองอาทิตย์นี้ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสบ้านนอกมา จะว่าไปก็ไม่ได้ไกลจากกรุงเทพสักเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกผิดกันลิบลับ ผมไม่รู้ว่าจริงๆทำไมต้อง"อัมพวา" เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่าเป็นเพราะละครทีวีที่ทำให้ที่นี่ดังขึ้นมาชั่วข้ามคืน ครั้งแรกที่ผมไปคืออาทิตย์ก่อน ซึ่งผมไปตอนกลางวันเลยไม่ได้สัมผัสความเป็นอัมพวาอย่างที่หลายๆคนมาแสวงหา แต่ล่าสุด...ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ผมมีโอกาสได้กลับไปอีกครั้ง และครั้งนี้แหละที่ผมว่าผมได้สัมผัสความเป็นอัมพวามากกว่าใครๆอีกมากมาย...

การเดินทางครั้งนี้ผมไปกับเพื่อนๆที่ทำงาน เป็นการไปเที่ยวสั้นๆ แค่หนึ่งวันหนึ่งคืน เริ่มเดินทางบ่ายวันศุกร์ครับ กว่าจะไปถึงก็เย็นๆแล้ว เลยไม่รีรอ รีบดิ่งไปที่ตลาดน้ำยามเย็นเลย




โอ้โห แม่เจ้า... คนยังกะพันธมิตรมดเพื่อขุมน้ำตาล คนเยอะอะไรจะขนาดนั้นครับพี่น้อง แตกต่างกับอาทิตย์ก่อนโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่คน คน คน... แย่งกันเดิน แย่งกันกิน แย่งกันหายใจ แต่ไหนๆมาแล้วก็ต้องฝ่าเดินมันไป ทั้งๆที่เป็นที่เดิมที่เคยมาแค่เจ็ดวันก่อน แต่ทุกอย่างมันช่างแตกต่างกันครับ ไม่น่าประทับใจเลย ดีว่าครั้งก่อนเดินมันทุกมุมแล้ว เลยไม่รู้สึกพลาดอะไรไป
หลังจากที่เหนื่อยกับฝูงพันธมิตรแล้ว ก็เลยกลับบ้านครับ ซึ่งบ้านเนี่ย เป็นของญาติของพี่คนหนึ่งที่บริษัท มาอาศัยเค้าอยู่ครับ เป็นชีวิตแบบวิถีไทยจริงๆ ผมได้กลับมาอาบน้ำตุ่มแบบที่ไม่เคยมาแสนนาน และเนื่องจากว่าบ้านมันติดแม่น้ำ คราวนี้เลยแก้ผ้าอาบน้ำหน้าบ้านตรงข้างแม่น้ำเลย เย็นสบายและรู้สึกอยู่กลางธรรมชาติอย่างบอกไม่ถูกครับ

Hilight ของการเดินทางนี้อยู่ที่การพายเรือดูหิ่งห้อยตอนกลางคืน... เนื่องจากว่าคนที่มาก็ไม่ได้มีใครเป็นเด็กต่างจังหวัดเลย ผมเลยต้องอาสาเป็นมือพายของเรือไป... เราพายกันไป 2 ลำ แบ่งคนเท่าๆกัน ดีว่าพี่ที่คุมท้ายเรือผมเค้าพายเป็น ไม่งั้นผมคงพายเรือวนไปวนมา หรือไม่ก็ไม่ไปไหนเลย น่าอายจริงๆ... ผมจำเวลาที่เราพายกันไม่ได้ แต่รอบข้างมืดสนิท อากาศก็น่าจะเย็นสบายนะครับ ที่ผมไม่แน่ใจและใช้คำว่า"อาจจะ"เนี่ยเป็นเพราะว่าการพายเรือทำให้ผมเหงื่อท่วม ผมเลยไม่รู้ว่าจริงๆอากาศมันเป็นยังไง แต่เท่าที่ดูจากคนอื่นๆ อากาศมันคงจะดีอ่ะครับ เห็นนั่งกันสบาย คุยกันสนุก -_-"




เราไปกันแบบลูกกรุงมากๆ เจอหิ่งห้อยกระพริบตัวเดียวก็ตื่นเต้นกันแล้ว แถมมีเพื่อนคนหนึ่งคิดว่าหิ่งห้อยต้องอยู่กับต้นลำพู เพราะงั้น ไม่ว่าคืนนั้นจะเจอต้นไม้อะไร เธอจะต้องเรียกมันว่าต้นลำพูหมด ขำจริงๆครับ...


การพายเรือคืนนั้นทำให้ผมรู้สึกสงบมาก ผมอธิบายไม่ถูก สงสัยเป็นเพราะบรรยากาศที่มันเงียบสงบมั้งครับ หรือเป็นเพราะความมืด หรือเป็นเพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่การไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบไม่มีร่องรอยความเจริญอะไรเลยนี่มันเป็นความรู้สึกที่แปลกจริงๆ เหมือนกับเวลามันไม่ได้เดินไปไหนเลย ผมไม่รู้ว่าผมพายเรือไปนานเท่าไหร่แล้ว ผมก็แค่พายไปเรื่อยๆ ดูหิ่งห้อยตัวแล้วต้วเล่ากระพริบแสง บินจากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง บางตัวหลงมาเกาะเพื่อนผม เลยโดนทำโทษเป็นการยิงแสงแฟลชใส่ซะ แต่มันช่างสงบจริงๆ สงบจนผมรู้สึกว่า ถ้าผมหลงทาง พายกลับไม่ถูก ผมก็แค่เอนตัวนอนลงไป แล้วก็หลับไปได้เลย ไม่มีอะไรต้องกลัว ไม่ต้องพะวงอะไรทั้งนั้น งานการทุกอย่าง ไม่มีประโยชน์ที่จะมาพูดถึงที่นี่ ผมพายเรือของผมไปเรื่อยๆ คุยกับเพื่อนๆบ้างเป็นระยะๆ นั่นคงจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ผมรู้สึกว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่ต้องวิ่งตามอะไรให้เหนื่อย ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น สำหรับผม ณ วินาทีนั้น ผมหลุดพ้นจากพันธนาการทุกอย่าง... อาจจะฟังดูเวอร์ แต่ผมรู้สึกสงบและเป็นสุขทั้งๆที่ผมไม่ได้ลงทุนอะไรเลยแม้แต่บาทเดียว...

ระหว่างทางกลับ พี่เจ้าของบ้านที่ใจดีก็แวะสอยมะพร้าวกลับมาด้วย เต็มเรือเลยทีเดียว พวกเราเลยต้องรับหน้าที่กำจัดมะพร้าวอ่อนสดๆจำนวนมากมาย อร่อยจริงๆครับ หอมและเนื้อนุ่มมาก คืนนั้น แม้จะแปลกที่แต่ผมก็นอนหลับไปได้สบายๆ

ผมตั้งใจไว้ว่า ต่อจากนี้ไป ผมจะต้องหลบ"ความเจริญ"และกลับสู่ห้องกาลเวลาอย่างนี้อย่างน้อยปีละครั้ง มันเป็นการเติมพลังที่ดีมากครับ แค่คืนเดียวสั้นๆ มันทำให้แบตเตอรี่ที่เสื่อมๆของผมกลับมามีพลังเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

ถ้าคุณมีโอกาส อย่าลืมทดลอง"ทิ้งตัวเองเพื่อกลับสู่ความเป็นตัวเอง"กันบ้างนะครับ ถ้าใครสนใจ ก็ลองแวะมาบอกกล่าวนะครับ เผื่อครั้งหน้าผมไป จะได้ชวนไปด้วยครับ หรือถ้าใครไม่รังเกียจให้ผมเกาะไปด้วย ก็แวะมาชวนด้วยนะครับ ผมจะเป็นเพื่อนเดินทางที่ดี รับรองครับ ^^

Monday, July 7, 2008

Q3...

แล้วก็ไม่เคยทำได้ซะที ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะมาเขียนบ่อยๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ผ่านไปอีกเป็นชาติกว่าจะได้มาเขียนอะไรซักที เพิ่งจะรู้ว่าครั้งล่าสุดที่เขียนคือวันเกิดผมเอง ว้าว... ผ่านไปสามเดือนกว่าแล้วนะเนี่ย เวลาเดินเร็วจริงๆ

เกือบสองเดือนแล้ว ที่ชีวิตกลับมาเป็นโสดเต็มๆตัวอีกครั้ง ไม่ได้อยู่ในสภาพนี้นานแล้ว ก็ตั้งแต่เริ่มเรียน MIM ชีวิตก็ยุ่งๆ มีอะไรทำมากมายมาตลอด ทั้งสนุกสนาน วุ่นวาย หัวเราะ ร้องไห้ มีทุกรสชาติเลยตลอด 3 ปีนี้ วันนี้ต้องกลับมาปรับพฤติกรรมตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ตอนแรกๆก็เรียกว่าสาหัสทีเดียว แต่ก็นะ... มันก็เหมือนการโดนรถชนอ่ะครับ มันเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝัน แล้วก็เจ็บไม่น้อยทีเดียว แต่สำหรับคนภายนอกมันเป็นแค่แผลที่มองไม่เห็นด้วยตา ต้องบอกว่าที่รอดมาได้เพราะมีกำลังใจดีๆมากมายรอบตัวครับ ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกคนที่อยู่กับผมมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา แล้วก็ต้องขอบคุณอีกหลายคนที่ไม่ได้อ่านด้วย ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ อาๆ น้องๆอีกหลายคน พี่ๆที่ทำงาน มันเป็นสองเดือนที่สับสนวุ่นวายมากสำหรับผม แต่ผมก็รอดมาได้แล้ว สิ่งร้ายๆผ่านไปแล้ว ครึ่งปีหลังนี้จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ ผมว่ามันจะเป็นครึ่งปีที่ดีมากๆเลยครับ ^^

อย่างแรก... Project ที่ทำมาตลอด 4 เดือนปิดลงไปแล้วหนึ่งอัน เป็นความภาคภูมิใจมากๆ คิดว่าภายในเดือนนี้คงจะได้เห็นกันแล้วล่ะครับ หมายถึงว่าการแถลงข่าวนะครับ ตัว Project จริงๆคงจะยังไม่เห็นจนกว่าปีหน้า มันคืออะไร? รอดูครับ เร็วๆนี้แน่นอน
อย่างที่สอง... หมอดูบอกว่าผมจะเจอความรักครั้งใหม่เร็วๆนี้ 555 ใช่ครับ ผมไปดูหมอมา ถ้าคนที่รู้จักผมคงจะไม่เชื่อ เพราะผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่ผมรู้ละว่าทำไมศาสตร์พวกนี้ถึงอยู่รอดมาจนถึงวันนี้ วันที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าอย่างมากมาย นั่นก็เพราะว่าวิทยาศาสตร์ไม่สามารถเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่มองไม่เห็นหลายๆอย่างได้ วันที่คนต้องการคำตอบประหลาดๆ ต้องการกำลังใจ สิ่งที่มองไม่เห็นกลับให้ความหวังเราได้มากกว่าทฤษฎีใดๆ อย่างไรซะ เอาเป็นว่าผมเลือกที่จะเชื่อสิ่งที่หมอดูบอกละกัน :D มาเร็วๆนะ... ผมรออยู่
อย่างที่สาม... ผมกลับมาใช้เวลาอยู่กับการไปฟิตเนส และเจอเพื่อนๆ เป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำอยู่แล้ว น้ำหนักลดไป 10 กิโล รู้สึกดีขึ้นมากครับ แล้วก็ได้เจอเพื่อนๆบ่อยขึ้นเยอะ เรามีนัดสังสรรค์กันทุกเดือน สนุกดีจริงๆ
อย่างที่สี่... ผมกำลังเตรียมตัวก้าวออกจาก comfort zone ของผมครั้งใหญ่ ผมยังกลัวอยู่ จริงๆแล้วผมกลัวมาตลอด 2 ปีที่ผมคิดเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ถ้าจะพูดง่ายๆ ผมก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้ต้องเสียแล้ว ผมว่าผมจะทำให้มันเกิดขึ้นในปีนี้ล่ะ

ชีวิตของท่านผู้อ่านเป็นไงบ้างครับ มา update กันบ้างนะครับ

ขอให้ทุกคนมีความสุขและมีกำลังใจที่ดีนะครับ